วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ปี่พระอภัยมณี แต่บรรเลงโดย ลูกสินสมุทร


ปี่พระอภัยมณี แต่บรรเลงโดย ลูกสินสมุทร

โดย  สหพรรณากร

          ปี่พระอภัยได้เป่าเป็นครั้งที่ 2 ในเรื่องนั้น พระอภัยมณีไม่ได้เป่าเอง แต่ให้สินสมุทรลูกที่เกิดกับนางผีเสื้อเป็นคนเป่าแทนตนเอง

          เรื่องมีอยู่ว่า:- เรือพระเจ้าสลิลราช เจ้าเมืองผลึกพร้อมกับนางสุวรรณมาลี ราชบุตรี ถูกคลื่นลมสลาตันซัดแตกลอยมาติดที่เกาะแก้วพิสดาร ก็พอดีเจอกับเจ้าฟ้าอภัยมณีกับสินสมุทรที่หนีนางผีเสื้อมาและขอบวชเป็นฤาษีอยู่กับพระโยคีผู้วิเศษทั้งสองคน

          พระเจ้ากรุงผลึกขอพักซ่อมเรือและหาเสบียงอาหารที่เกาะจึงได้ทราบเรื่องราวของเจ้าฟ้าอภัยมณี แต่ก็สงสัยว่าเสียงปี่จะมีอิทธิพลกล่อมคนให้นอนหลับสลบไสลได้อย่างไร ฤาษีอภัยมณีจึงให้สินสมุทรลาสิกขาบท และเป่าปี่ตามที่ตนได้เคยสอนไว้ให้ฟัง:-

                    กรุงกษัตริย์ฟังปี่ให้วิเวก                         เอกเขนกนั่งหาวทั้งสาวศรี

          ให้วาบวับหลับล้มไม่สมประดี                             ทั้งโยคีผู้เฒ่าพลอยหาวนอน

          แกเอนอิงพิงหลับอยู่กับอาสน์                              พวกอำมาตย์ล้มกลิ้งริมสิงขร

          ทั้งพวกไพร่ในเภตราที่สาคร                               ระเนนอนหลับเรียบเงียบสำเนียง

          ด้วยลมปี่เป่าดังกระทั้งโยชน์                              ได้ทราบโสตสิงสัตว์สงัดเสียง

          ในคงคาปลาร้ายขึ้นว่ายเรียง                              ฟังสำเนียงปี่แล้วแจ้วจับใจ

 

          ขนาดพระอภัยไม่ได้เป่าเองนะนี่แค่เพียงสินสมุทรลูกศิษย์เด็กๆ ที่เพิ่งเรียนได้ไม่นานก็บรรเลงเสียจนหลับกันเรียบร้อยไปหมดเช่นกัน

          การเป่าครั้งนี้ทำให้นางสุวรรณมาลีได้มีประสบการณ์ครั้งแรกกับเสียงปี่พระอภัยมณีและคงจะจดจำประทับใจเลยแหละว่า “นี่ขนาดพระอภัยไม่ได้เป่าเองยังขนาดนี้ แล้วถ้าพระอภัยบรรเลงเองจะขนาดไหน ชักจะชอบแล้วนี่”

ปี่พิฆาต : พอเสียงปี่แหบหายลงไป ก็ขาดใจยักษ์ร้ายวายชีวา

          เมื่อซ่อมเรือเสร็จเตรียมเสบียงอาหารพร้อม เรือท้าวสลิลราช เจ้ากรุงผลึกกับนางสุวรรณมาลีพร้อมไพร่พล และมีฤาษีอภัยมณีและสินสมุทรลูกชายขออาศัยไปด้วย ก็ถอนสมออกจากเกาะแก้วพิสดารเพื่อเดินทางกลับเมือง

          พระอภัยมณีก็จำต้องล่ำลาเมียเงือกซึ่งมีครรภ์แล้ว และมาในเรือก็พร่ำละเมอเพ้อรักนางสุวรรณมาลี โดยมีสินสมุทรเป็นสื่อรักของทั้งสองคน แต่พอเรือออกไปได้ไม่ไกลก็ต้องเจอกับนางผีเสื้อยักษ์เมียคนแรกซึ่งคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดไม่ไปไหน แม้จะมีเวทมนต์ของโยคีคุ้มกัน แต่พอเลยเขตออกมาก็สุดจะปกป้องได้ นางผีเสื้อยักษ์อาละวาดจนเรือแตกกระจุยกระจาย ท้าวสลิลราชจมน้ำตาย พระอภัยมณีพร้อมไพร่พลที่เหลือหลุดรอดขึ้นเกาะแห่งหนึ่งได้ เพราะพร่ำบ่นมนตราของพระโยคีและหนีไปรวมกันอยู่บนยอดเขา

          ฤาษีพระอภัยมณีสิ้นทางหนี จะเจรจาออดอ้อนวอนอย่างไรนางผีเสื้อยักษ์ก็ไม่ยอม เรียกผีพรายมาล้อมเกาะไว้หมด และเรียกฝนมาตกหนักจนสุดจะอดทนไหว เมื่อหมดทางจะเจรจากันเสียแล้ว ฤาษีอภัยมณีก็ต้องตัดใจเด็ดขาด สั่งให้ทุกคนเอาน้ำลายหยอดหู ส่วนตนเองนั้นรีบลาสิขาบทจากฤาษีแล้วคว้าปี่คู่ชีพขึ้นมาแข็งใจเป่าออกไป:-

                   ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกศกษัตริย์                 จึงจบหัตถ์อธิษฐานการกุศล

          แล้ววันทาลาศีลพระทศพล                                เอาเครื่องต้นแต่งองค์อลงการ์

          แล้วถือปี่ที่ท่านอาจารย์ให้                                 แข็งพระทัยออกจากชวากผา

          ขึ้นหยุดยั้งนั่งแท่นแผ่นศิลา                               ภาวนาอาคมเรียกลมปราณ

          แล้วทรงเป่าปี่แก้วให้แจ้วเสียง                             สอดสำเนียงนิ้วเอกวิเวกหวาน

          พวกโยธีผีสางทั้งนางมาร                                 ให้เสียวซ่านซับซาบวาบหัวใจ

          แต่เพลินฟังนั่งโยกจนโงกหงุบ                             ลงหมอบซุบชวนซบสลบไสล

          พอเสียงปี่ที่แหบหายลงไป                              ก็ขาดใจยักษ์ร้ายวายชีวา

 

          สรุปแล้วพระอภัยมณีก็ต้องจำใจฆ่าเมียยักษ์ของตัวเอง เพราะไม่อยากจะไปสมสู่กับนางยักษ์อีกแล้ว และตอนนี้ก็มาหลงรักนางสุวรรณมาลีอย่างหนักเลยทีเดียว เห็นไหมล่ะผู้ชายใจร้ายขนาดไหน มีนางยักษ์ มีนางเงือก แล้วยังอยากจะมีนางสุวรรณมาลีอีก จึงพรากนางเงือกมาทั้งที่ท้องแก่ และยังฆ่าเมียนางยักษ์ได้อีก คนอะไรใจร้ายจริงๆ นะ

          ไหนล่ะว่าปี่พระอภัยฯ นางยักษ์ไม่กลัวตอนนั้นยังรักอยู่ ท่านยังไม่เอาจริงนะซิ พอเอาเข้าจริงๆ ก็ถึงตายเลยนะ แม้นางยักษ์จะมีเวทมนต์วิเศษมากมาย ไม่อาจปกป้องและทนทานกับเสียงโหยหวนเชือดเฉือนของเสียงปี่ได้เลย

          ต่อไปท่านจะเป่าเมื่อไรอีกก็คอยติดตามตอนต่อไปนะครับ รับรองว่าจะเป่าต่อไปจนกว่าจะหมดแรง

พระท่าน “บ่น” อะไรของท่าน


พระท่าน “บ่น” อะไรของท่าน

ว. โชติญาณ

          ทอดผ้าบังสุกุลจะเห็นทำกันเป็นประจำเพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ผู้ที่ตายไปแล้ว เห็นบ่อยตอนพระสวดศพเสร็จ หน้าศพก่อนจะเผาหรือเมื่อทำบุญให้คนตาย คนที่ตายไปแล้วจะได้รับส่วนบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่นั้น ยังไม่แน่นักเพราะยังไม่เห็นมีใครกลับมาบอกเลยสักคน แต่ก็เป็น “ความเชื่อ” ที่เป็นประเพณีทำต่อๆ กันมาเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณผู้ที่ตายไป ผู้ที่ได้กระทำการนี้แล้วก็จะได้สบายใจขึ้น

          พอถวายผ้า วางบนสายโยง (ที่ต่อมาจากศพ) เสร็จ ที่จริงคนทอดก็ไปได้เลยเพราะไม่เกี่ยวแล้ว ที่นี้ก็เป็นหน้าที่ของพระที่จะเอาตาลปัดบังหน้า ส่วนอีกมือก็จับผ้าที่ทอดแล้วก็ “บ่น” พึมพำว่า :-

          อนิจจา วะตะสังขารา        แปลว่า             สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

          อุปปาทะวะยะธัมมิโน         แปลว่า             เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา

          อุปปัชชิตฺวา นิรุชฌันติ        แปลว่า             เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป

          เตสังวูปะสะโมสุโข           แปลว่า             หากสงบระงับสังขารทั้งหลายได้ก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง

          พระท่าน “บ่น” ทำไม? บ่นให้ใครฟัง? ฟังแล้วได้อะไร? ไม่ใช่บ่นเขาเรียกว่า “พิจารณา” ผ้าบังสุกุล สรุปแล้วเราควรจะได้ประโยชน์จากพิธีกรรมนี้บ้าง:-

          j เพื่อพระท่านผู้พิจารณาจะได้ “ปลง” สลด สังเวชในความตายโดยคิด-พิจารณาจากบทสวดที่ท่านท่องบ่น แล้วคิดว่าท่านปลงไม๊ว่า สังขารหรือการปรุงแต่งมันเป็นธรรมดาเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป หากสงบระงับไม่ได้ก็จะทุกข์

          k ถ้าคนฟัง ฟังรู้เรื่อง และเข้าใจในความหมายก็จะได้ปลงหรือพิจารณาในสัจธรรมนี้ด้วย นั่นแหละคือสารประโยชน์ที่ควรจะได้รับแน่ๆ จากการทอดผ้าบังสุกุล ควรจะทำใจให้ได้และท่องพิจารณาเวลาทุกข์

          แล้วที่ทำๆ กันทุกวันนี้มันได้อะไรขึ้นมา นอกจากเพียงแค่ได้ทำแล้วไงตามประเพณี ได้ความสมหน้า-ตา ได้ตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ ตอนที่ท่านตายไปแล้ว และได้แลกกันไปงาน และมักจะมีแถมได้มีนักการเมืองมาร่วมเสนอหน้าหาเสียงด้วย สังคมนะสังคม รักษากันแต่หน้า ผิวภายนอก แก่นแท้ที่ควรจะได้คืออะไรมีแต่จะหมดไปและหมดไป

หมายเหตุ  สังขาร มันแปลว่าอะไรหรือ หมายถึงอะไรกันแน่นะ

สังขาร  คือ ร่างกายและจิตใจ และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น

สังขาร ที่พิจารณากัน ณ ที่นี้คงอยากจะให้หมายถึง ศพ หรือร่างกาย แต่เมื่อพิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วในบทสวดนี้ น่าจะหมายถึง สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตามได้แก่ ขันธ์ 5 ทั้งหมดตรงกับคำว่า “สังขตะ” หรือสังขตธรรม (มิใช่ศพ) จึงไม่ควรนำมาใช้พิจารณาศพ (สวนโมกข์ท่านว่าอย่างนั้น)

เสียส่วนน้อยเพื่อได้ส่วนใหญ่


เสียส่วนน้อยเพื่อได้ส่วนใหญ่

  ...โครงการพัฒนาต่างๆ ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือทรัพยากรตามธรรมชาติให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนส่วนรวมให้ได้มากที่สุดในทางปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้ผลส่วนใหญ่ หรือส่วนรวม ตามจุดประสงค์แล้วบางทีก็อาจทำให้มีการเสียหายในบางส่วนได้บ้าง เพื่อที่จะให้โครงการมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องพิจารณาจัดตั้งโดยรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน...

 

พระบรมราโชวาทในการพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

พระราชทานแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร

 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๑๙

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปี่พระอภัยมณี ...(เป่าเมื่อไร...มีผลอย่างไร)


ปี่พระอภัยมณี ...(เป่าเมื่อไร...มีผลอย่างไร)

          ถึงแม้ว่าข้าศึกมันโจมจับ                                                    จะรบรับสารพัดให้ขัดสน

เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน                                                                 ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ

คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส                                                          เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร

ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ                                                        จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง

            พระอาจารย์ของพระอภัยมณีกล่าวถึงอานุภาพของการเป่าปี่ที่สอนให้นั้นว่าไม่ใช่ปกติธรรมดา แต่พระราชบิดาคือท้าวสุทัศน์ไม่รู้เรื่องก็เลยไล่ออกจากเมืองไปพร้อมกับน้องชายคือ ศรีสุวรรณ ซึ่งเรียนวิชากระบี่กระบองมาท่านก็ว่าเป็นวิชาของทหารเลวทั่วๆ ไป

            เดินทางมาเจอพี่พราหมณ์สามสหาย โมรา มีฝีมือทางผูกฟางเป็นสำเภาแล่นไปในน้ำและบนบกได้ สานน มีวิชาเรียกลมและฝนได้ วิเชียร เป็นมือขมังธนูยิงได้คราวละ 7 ลูก แต่ละลูกจะไม่ผิดเป้าเลย วิชากระบี่กระบองก็ยังพอเดาได้ว่าเป็นยังไง แต่เป่าปี่นี่สิเป็นยังไงกันนะ

            ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย                                            ยังไม่เคยเชยชิดพิสมัย

ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย                                                                   จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย

พระจันทร์จรสว่างกลางโพยม                                                            ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราห์มเอ๋ย

แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย                                                   ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน

เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง                                                       สำเนียงเพียงการเวกกังวานหวาน

หวาดประหวัดสตรีฤดีกาล                                                                ให้ซาบซ่านเสียงสดับจนหลับไป

ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่                                                                 ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับใหล

พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ                                                       เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทราย

            เป่าครั้งแรกในเรื่องก็หลับใหลกันหมด ตัวพระอภัยเองก็เลยโดนนางสาวยักษ์ผีเสื้อสมุทรอุ้มเอาไปกกเป็นสามีในถ้ำเสียเลย พระอภัยมณีเลยจำต้องตกกระไดพลอยโจนเสียโสดกับนางสาวยักษ์เป็นครั้งแรกเสียเลย เพราะทนตื้อไม่ไหวจริงๆ ต้องเห็นใจพระอภัยมณี และไม่มีให้เลือกด้วยนะ

            จะยังยืนขืนขัดตัดสวาท                                                     ไม่สังวาสเชยชิดพิสมัย

ก็สะบักสะบอมตรอมฤทัย                                                                ต้องแข็งใจกินเกลือด้วยเหลือทน

 

            ตามด้วยบท พลอดรัก โดยสร้างมโนภาพเปรียบเทียบกับธรรมชาติดังที่บางคนเขาเรียกว่า บทอัศจรรย์ ท่านสุนทรภู่แต่งไว้ยอดเยี่ยมจริงๆ

            เกิดกุลา (จุฬา) คว้าว่าวปักเป้าติด                                         กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง

กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง                                                               ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด

กุลาโคลงไม่รู้คล่องกะพร่องกะแพร่ง                                                   ปักเป้าแทงแต่ละทีไม่มีผิด

จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด                                                            ประกบติดตกผางลงกลางดิน

            เห็นรึยังอานุภาพของปี่พระอภัยมณี ไม่นานก็ได้บุตรสุดที่รักเป็นชายชื่อสินสมุทรแสดงว่าอาจารย์ท่านสอนมาดีมากเลย พอเริ่มใช้ครั้งแรกแค่ลองๆ ก็หลับกันไปหมดเลย หลายคนสงสัยว่าทำไมนางยักษ์มีอะไรดีถึงไม่หลับแม้จะโดนปี่พระอภัย เก็บไว้ไปถามท่านสุนทรภู่และมาบอกฉบับหน้านะครับ

วรรณศิลป์พรรณนา โดย ว.ณ.สหกรณ์

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ก้าวต่อไปเพื่อระบบราชการไทย


ก้าวต่อไปเพื่อระบบราชการไทย

            สำนักงาน ก.พ. โดยศูนย์สรรหาและเลือกสรร (ศสล.) จัดกิจกรรมการประเมินความเหมาะสมเพื่อรับทุนรัฐบาล (ระดับปริญญา) ประจำปี 2556 ในหัวข้อ “Talent for Tomorrow ก้าวต่อไปเพื่อระบบราชการไทย” เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ราชภัฎสวนดุสิต ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ การบรรยายถ่ายทอดประสบการณ์ของการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลและสิ่งต่างๆ ที่ได้รับจากการเข้ามารับราชการ

            งานเริ่มต้นโดย นายวิสูตร ประสิทธิศิริวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน จากนั้นเป็นการบรรยายถ่ายอดประสบการณ์ของนักเรียนทุนรัฐบาล โดย นายนฤตม์ เทอดสถียรศักดิ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรมและนายศิรพันธ์ ยงวัฒนานันท์ นักวิชการส่งเสริมการลงทุนปฏิบัติการ สรุปสาระสำคัญของการบรรยายได้ดังนี้

            การได้มาเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล จะได้รับโอกาสจากการทำงานราชการ ได้แก่ 1. โอกาสทำประโยชน์ในวงกว้าง คือ การสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและต่อประชาชนส่วนรวม  2.โอกาสเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ การได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ การได้ร่วมงานกับองค์กรชั้นนำในต่างประเทศ และโอกาสในการศึกษาต่อและฝึกอบรม  3. โอกาสสัมผัสโลกกว้าง ได้เดินทางเพื่อเรียนรู้และทำงานทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะได้เห็นสังคมที่มีความหลากหลาย อีกทั้งมีเครือข่ายที่กว้างขวาง  4. โอกาสทำงานที่หลากหลายและท้าทายความสามารถ ทั้งงานที่เป็นภารกิจหลักขององค์กร ภารกิจพิเศษ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาตนเอง  5.โอกาสสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว คือ การทำงานเพื่อส่วนรวมและได้ถวายงานแต่สถาบันพระมหากษัตริย์

            ส่วนข้อคิดในการทำงานราชการ/การเป็นข้าราชการที่ดี ได้แก่ (1) การทำงานเต็มศักยภาพและไม่ปฏิเสธงาน ไม่สร้างกำแพงในการทำงาน ไม่เกี่ยงงาน โดยเปิดรับโอกาสในการทำงานทุกอย่างเข้ามา (2) หมั่นกระตุ้นตนเอง (Self-Motivation) หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ใน Comfort Zone ฝึกฝนพัฒนาตนเอง และปรับปรุงงานที่รับผิดชอบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่เสมอ  (3) มองโลกในแง่บวก คิดว่าทุกอย่างทำได้ (Positive & Can-do Attitude)  (4) รู้จักบริหารความคาดหวัง รู้จักจังหวะเวลา ตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่ควบคุมได้ คือ การตั้งใจทำงานในปัจจุบันให้ดีโดยไม่คาดหวังหรือยึดติดกับตำแหน่ง (5) ใช้ “ศาสตร์+ศิลป์” ในการทำงาน รู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน

            การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการย้ำเตือนให้ผู้ที่กำลังจะเข้ามาเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ได้ทราบและตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะผู้รับทุนรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน ซึ่งจะต้องมีภาระผูกพันในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี เพื่อนำวิชาที่ตนไปร่ำเรียนกลับมาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ที่มา : หมายเหตุ ก.พ.  , นายพิษณุโลก

สาละพระพุทธเจ้า (Shorea robusta)


สาละพระพุทธเจ้า (Shorea robusta)

ธวัชชัย  สันติสุข

ราชบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสาละกับรัง

            สาละพระพุทธเจ้า (S.robusta) ในภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดียและเนปาล) มีลักษณะรูปพรรณโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับรัง (S. siamensis) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของลำต้นที่มีทั้งลำต้นสูงเปลาตรง หรือลำต้นที่คดงอ แคระแก็น เปลือกหนา สีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นร่องลึก ใบรูปไข่กว้าง โคนใบหยักเว้ารูปหัวใจ ผลมีปีกยาว 3 ปีก สั้น 2 ปีก ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่ชอบแสงสว่าง โตช้า ทนไฟป่า และชอบขึ้นเป็นกลุ่มในป่าผลัดใบที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกัน สาละและรังจึงเป็นพรรณไม้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากที่สุด กลุ่มหนึ่งในสกุล Shorea

            การนำต้นสาละเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับเป็นพรรณไม้โตช้า และระบบรากต้องอาศัยเชื้อไมคอร์ไรซ่าในดิน เท่าที่มีการบันทึกการปลูกต้นสาละในประเทศไทยก็มี หลวงบุเรศ บำรุงการ นำมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงษ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยปลูกไว้ที่หน้าพระอุโบสถ 2 ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2510 อีก 2 ต้น ในจำนวนนี้ทรงปลูกไว้ในบริเวณพระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา 1 ต้น และพระราชทานให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนาบางละมุง จังหวัดชลบุรีอีก 1 ต้น อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละมาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และบริเวณค่ายฝึกนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง พระพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ปลูกไว้ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  นายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง กรมป่าไม้ ได้นำมาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์พุแค จังหวัดสระบุรี และมีผู้นำมาปลูกในบริเวณวัดบวรนิเวศอีกหลายครั้ง สาละที่นำมาปลูกดังกล่าว บางต้นยังคงอยู่ แต่มีการเจริญเติบโตช้ามาก

สาละกับพุทธประวัติ

          สาละเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน โดยที่พระนางสิริมหามายา พระราชมารดาของพระพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะถึงกำหนด พระสูติกาล ก็เสด็จจากรุงกบิลพัสดุ์ไปยังกรุงเทวทหะอันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง (ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่ฝ่ายหญิงจะต้องกลับไปคลอดที่บ้านบิดามารดา) เมื่อขบวนผ่านมาถึงอุทยานลุมพินีอันตั้งอยู่ระหว่างนครทั้งสอง (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ใกล้ชายแดนภาคเหนือของประเทศอินเดีย พระนางทรงปวดพระครรภ์ บรรดาข้าราชบริพารก็รีบจัดที่ประสูติถวายใต้ต้นสาละใหญ่ เวลานั้นแดดอ่อน ดวงตะวันยังไม่ขึ้นตรงศีรษะ เป็นวันเพ็ญ เดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) พระจันทร์จักโคจรเต็มดวงในยามเที่ยงคืน ชมพูทวีปเริ่มมีฝนอากาศโปร่ง ต้นไม้ในอุทยาน (ป่าสาละ) กำลังผลิดอกออกใบอ่อน ดอกสาละ ดอกจำปาป่า ดอกอโศก และดอกไม้นานาพรรณ กำลังเบ่งบานส่งกลิ่นเป็นที่จำเริญใจ พระนางสิริมหามายาประทับยืน พรหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้รัง พระหัตถ์ซ้ายปล่อยตกประสูติพระโอรส (สิทธัตถกุมาร) ได้โดยสะดวก

            เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะขณะที่มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน 6 ใต้ต้นมหาโพธิ์ (Ficus religiosa) ภายในป่าสาละใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมแล้ว จึงเสด็จมาแสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรกคือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 (วันอาสาฬหปุรณมี) บริเวณป่าสาละอันร่มรื่น อุทยานมฤคทายวัน หรือ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตสารนาถ ทางทิศเหนือของกรุงพาราณสี

            ในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเกี่ยวข้องกับพุทธประวัตินั้น เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ได้เสด็จถึงสาลวโณทยานของมัลละกษัตริย์ (ตอนเหนือของตำบลกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ) เป็นเวลาใกล้ค่ำของวันเพ็ญ เดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทมระหว่างต้นสาละใหญ่ 2 ต้น ทรงเอนพระวรกายลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับไสยาสน์แบบสีหไสยาเป็นอนุฏฐานไสยา คือเป็นการนอนครั้งสุดท้ายจนกระทั่งสังขารดับ

สรุป

            เดิมทีความเข้าใจเกี่ยวกับต้นสาละของชาวพุทธในประเทศไทย ยังค่อนข้างสับสน โดยเข้าใจว่าต้นสาละ (Shorea robusta) เป็นชนิดเดียวกับต้นรัง (S. siamensis) เพราะรูปร่าง, ขนาดของใบ และผลคล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับต่างก็ชอบขึ้นเป็นกลุ่มด้วยเช่นกัน จากการสำรวจ ค้นคว้าพรรณไม้ทั้งสองชนิด ทำให้สามารถจำแนกชนิดสาละออกจากรังได้อย่างชัดเจน โดยอาศัยลักษณะภายอกที่เด่นชัด เช่น จำนวนเกสรเพศผู้ จำนวนเส้นแขนงใบและเส้นปีกของผล ความแตกต่างของสีใบในช่วงผลัดใบ ประเภทของป่าสาละและป่าเต็งรังที่มีองค์ประกอบพรรณไม้เด่นที่แตกต่างกัน ตลอดจนเขตการกระจายพันธุ์ของสาละในเขตภูมิภาคเอเซียใต้ ที่แยกชัดเจน จากเขตการกระจายพันธุ์ของรังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นสาละ (S.robusta) จึงเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติโดยแท้จริง

            สาละลังกาหรือลูกปืนใหญ่ (Couroupita surinamensis Mart. Ex Berg วงศ์ Lecythidaceae) เป็นพรรณไม้อีกชนิดหนึ่งที่บรรดาพุทธศาสนิกชนในประเทศไทย สับสนเข้าใจว่าเป็นต้นสาละในพุทธประวัติ สาละลังกาเป็นพรรณไม้พื้นเมืองไม่ผลัดใบของประเทศเขตร้อน ทวีปอเมริกาใต้ เมื่อชาวโปรตุเกสยึดครองประเทศศรีลังกาอยู่นั้นได้ทำลายวัดวาอารามพุทธศาสนา และนำต้นลูกปืนใหญ่ (cannon ball tree) จากอเมริกาใต้มาปลูกในสถานที่ต่างๆ ของศรีลังกาทั่วไป รวมทั้งบริเวณวัดพุทธที่ถูกทำลาย ชาวศรีลังกาเรียกต้นไม้นี้เป็นภาษาท้องถิ่นว่าสาละ (sal)” เช่นกัน เมื่อพระสงฆ์ไทยบางรูปไปจาริกแสวงบุญ ประเทศศรีลังกานำพรรณไม้ชนิดนี้มาปลูกในประเทศไทยจึงเรียกกันว่าสาละลังกา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด

                                                สาละ robusta            Shorea

                                     ต้นรังในอินเดีย                       พุทธเจ้า

                                    ชาวพุทธอย่าลืมเสีย                   ยกย่อง

                                    กราบต้นปืนใหญ่เศร้า                 เน่าแท้พุทธไทย