วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

ปีพระอภัยมณี : เป่าธรรมดาเพื่อให้ลูกรู้


ปีพระอภัยมณี : เป่าธรรมดาเพื่อให้ลูกรู้

            เมื่อได้เป่าขั้นเด็ดขาดสังหารนางผีเสื้อยักษ์ภรรยาตนเองเรียบร้อยแล้ว ตัวเองและลูกเรือของเจ้ากรุงผลึกที่เหลือก็ค้างอยู่บนเกาะถึงห้าเดือนเต็ม จนกว่าจะโชคดีที่ขบวนเรือของอุศเรน โอรสเจ้ากรุงลังกา ซึ่งตามหานางสุวรรณมาลี คู่หมั้นของตัวเองผ่านมาพบจึงได้รับเอาพระอภัยมณีและคณะลงเรือไปด้วย

               ทางฝ่ายสินสมุทรก็ดำว่ายหนีแม่นางยักษ์ พร้อมกับช่วยหานางสุวรรณมาลีรอดขึ้นฝั่งได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเรือโจรสลัดทะเลหลวง หัวหน้าชื่อโจรสุหรั่ง ผ่านมาแวะหาเสบียงจึงขออาศัยไปด้วยโดยไม่รู้ว่าเป็นเรือโจร โจรสุหรั่งวางแผนมอมเหล้าสินสมุทรเพื่อจะปลุกปล้ำนางสุวรรณมาลี แต่เมื่อสินสมุทรฟื้นจากเมาฆ่าโจรสุหรั่ง และยึดเรือโจรแล้วเดินทางตรงไปยังเมืองผลึกซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตก โดยไม่เป็นเรือโจรอีกต่อไปคือปล้นเรืออื่นๆ เดินทางได้สามเดือนเสบียงหมดจึงต้องแวะซื้อหาเสบียง ใครๆ ก็ไม่ยอมขายให้เพราะรู้ว่าเป็นเรือโจร จนถึงเมืองรมจักร ซึ่งศรีสุวรรณ พระเจ้าอาของสินสมุทรหรือน้องชายพระอภัยมณีครอบครองอยู่ก็เกิดรบกัน จนในที่สุดก็ทราบว่าเป็นอาและหลานกัน เรื่องก็จบลงด้วยดี

               และแล้วศรีสุวรรณ และลูกสาวอรุณรัศมี ก็ลงขบวนเรือร่วมกับสินสมุทรและนางสุวรรณมาลีเพื่อติดตามหาพระอภัยมณีด้วยความห่วงใย จนกระทั่งได้พบกับกองเรือของอุศเรนที่มีพระอภัยมณีมาด้วยเข้าจนได้ เรือเร็วสอดแนมของอุศเรนรายงานว่าคนคุมเรือเป็นเด็กอายุเพียงเก้าขวบ และยิ่งกำเริบฤทธิ์ ดุดันยิ่งขึ้นเมื่อทราบว่า เรือที่ประจันหน้ากันอยู่เป็นขบวนเรือของอุศเรนว่าที่ลูกเขยของเจ้ากรุงผลึก แต่ก็ไม่ทราบว่าพระอภัยมณีร่วมเรือมาด้วยกับอุศเรน

               พระอภัยมณีรู้ว่าสินสมุทรคงรบแน่ จึงได้ใช้เสียงปี่บอกให้รู้

            “เรื่อยเรื่อยเฉื่อยวายุพัดแผ้ว                    เหมือนเสียงแก้วกลอยจิตพิสมัย
            หอมรวยรวยชวยชื่นรื่นฤทัย                    เหมือนใกล้ใกล้เข้ามาแล้วแก้วพี่เอย
            เขาบอกว่ามาในเรือกำปั่น                      หรือสุวรรณมาลีเจ้าพี่เอ๋ย
            สินสมุทรไม่มาหาบิดาเลย                     พ่อจะเชยใครเล่าเจ้าพ่ออา
            แม้นอยู่ลำกำปั่นเหมือนมั่นหมาย             จงแหวกว่ายสายสมุทรผุดมาหา
            แล้วแหบหวนครวญโหยโรยชวา              พระแกล้งว่าไปในเพลงวังเวงใจ”

               ทั้งสินสุมทร สุวรรณมาลีและศรีสุวรรณ จำเสียงปี่นั้นได้ทันที สินสมุทรนั่งไม่ติด ลุกขึ้นกระโจนน้ำดำดิ่งไปยังกำปั่นของพ่ออภัยมณีทันที

“ประชาธิปไตย Thailand”


 ประชาธิปไตย Thailand”

สมาชิก 1430 

          การปฏิรูปหรือพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยที่กำลังจะไปถึง จุดสุดยอด แล้วคือ             ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากกว่าจะไม่ใช่ผู้ที่ได้เป็นผู้แทนปวงชนที่เข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป

          k คนผู้ที่ฉลาด” “เก่งมีตำแหน่งใหญ่โต เช่นเป็นศาลเป็นนักวิชาการดังๆ เป็นพระผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจทางกำลังหรือมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเงิน จะเป็นผู้มาชี้นำหรือเลือกผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศเพราะจะได้ผู้ที่ดี” “เก่ง” “สามารถ” “ฉลาด” “ไม่คอรับชั่นเข้ามาบริหารประเทศได้ดีกว่าและเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างแน่นอนที่สุด

            l ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่ายังโง่อยู่ เลือกผู้แทนไม่เป็นจึงเลือกแต่คนโง่ๆ ชั่วๆ มาบริหารประเทศกัน จนประเทศจะล่มจมอยู่แล้วจึงต้องยอมให้ในข้อที่ k มาชี้นำ

              อย่างไรก็ตามเมื่อมีความไม่พอใจเกิดขึ้นก็จะยินยอมให้มีการสร้างม๊อบได้อย่างเสรี จะไปที่ไหนทำอะไรก็ได้โดยห้ามแตะต้องใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นเสรีภาพและประชาธิปไตยสุดๆ ที่ประชาชนจะได้รับนั่นเอง และม๊อบไหนสามารถสร้างความเดือดร้อนล่มจมกับประเทศได้มากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะและล้มรัฐบาลได้

            ประชาชนชาวไทยเอ๋ยจะมุ่งแต่ ตั้งอกตั้งใจทำมาหากิน อยู่ทำไมเล่าพยายามทำตนเองให้ได้อยู่ใน 3 กลุ่มคือ (1) กลุ่ม เก่ง ดี ฉลาด ยุติธรรม   (2) กลุ่มที่วิ่งเต้น ให้กลุ่มที่ (1) เลือกเข้ามาบริหารประเทศให้ได้และถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องเป็น กลุ่มที่ (3) ที่จับกลุ่มกันเพื่อสร้างม๊อบเพื่อจะโค่นล้มรัฐบาลให้จงได้ นี่แหละคือ ประชาธิปไตยสุดยอด หรือประชาธิปไตย Thailand จริงๆ รัฐธรรมนูญไม่ต้องมี ศาล  สภา  ตำรวจ  ทหารไม่เกี่ยวเพราะเป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริงซุดยอด

          นี่คือการเข้าใกล้ยุคพระศรีอาริยะเมตตรัยแล้วนะจะบอกให้ ภูมิใจและดีใจที่จะได้ทันเห็นก่อนตาย จงช่วยกันเร่งให้เกิดขึ้นเถิด

เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน


เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

โดย... ผศ.ดร.รังสรรค์ ปิติปัญญา (6390)

 

เกริ่นกันก่อน

            ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองของไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แน่นอน (นายกอาจเป็นคนเดิมหรือคนใหม่ก็ไม่ว่ากัน) ห้วงจังหวะนี้คนในวงการสหกรณ์ต้องถือเป็นโอกาสดีที่จะได้นำเสนอความเห็นต่อผู้มีโอกาสบริหารประเทศในอนาคต วิธีการที่จะได้ข้อเสนอที่ดีก็คือต้องสมมุติตัวเองว่าถ้าเราเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายเราจะกำหนดนโยบายและใช้ประโยชน์จากสหกรณ์อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งจะเป็นเนื้อหาหลักของบทความนี้

 

สถานการณ์และกรอบนโยบายที่ควรเป็น

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้รับการตอบรับจากนานาชาติเป็นอย่างดี ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในระยะหลังๆ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม โดยพยายามผลักดันให้บูรณาการกระบวนการผลิตบนฐานศักยภาพ และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างสมดุล เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคอย่างพอเพียงภายในชุมชน และ สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ ....” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย .. 2550 มาตรา 84 บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ  ดังต่อไปนี้ซึ่งใน (9) ระบุว่ารัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์  ให้เป็นอิสระ และการร่วมกลุ่มการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตลอดจนการรวมกลุ่มของประชาชน เพื่อดำเนินกิจการด้านเศรษฐกิจ

            เมื่อมาพิจารณาถึงภาพรวมของขบวนการสหกรณ์ พบว่า ประเทศไทยได้นำเอาระบบสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ ..2459 โดยมุ่งหวังให้เป็นองค์กรของประชาชนในการช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันมีสหกรณ์จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ จำแนกได้ 7 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์รายงานว่า ในปี 2555 มีสหกรณ์ทั้งสิ้น 7903 สหกรณ์ มีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีสมาชิกมากกว่า 10 ล้านคน และมีผู้ทำงานในขบวนการ (กรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์) มากกว่า 100,000 คน จึงอาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์เป็นขบวนการที่มีศักยภาพที่จะช่วยสนับสนุนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงและช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในสังคมไทย

            สำหรับกรอบที่ควรบรรจุเป็นนโยบายรัฐด้านสหกรณ์ คือส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงและแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน รวมถึงผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและความเป็นอิสระของขบวนการสหกรณ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

 

แนวทางดำเนินการเพื่อบรรลุตามกรอบนโยบาย

                1. ส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ขอเสนอแนวทางดังนี้

                        1.1 ส่งเสริมและขยายแนวคิดทางสหกรณ์สู่ประชาชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยดำเนินการอย่างจริงจังผ่านบ้าน (การปกครองส่วนท้องถิ่น) วัด (ศาสนาทุกศาสนา) และ โรงเรียน นอกเหนือจากที่ได้ดำเนินการผ่านระบบบริหารราชการส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค

                        1.2 พัฒนาบุคลากรของขบวนการสหกรณ์ให้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการและมีคุณธรรมในระดับสูง ซึ่งในระยะสั้นรัฐบาลควรร่วมมือกับขบวนการสหกรณ์ (ชุมนุมสหกรณ์ต่างๆ และ สันนิบาตสหกรณ์) และ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาชั้นสูง จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณธรรมของบุคลากรด้านสหกรณ์ และในระยะยาวเสนอให้จัดตั้งเป็นสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสหกรณ์ เป็นองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)

                        1.3 ผลักดันอย่างจริงจังให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างสหกรณ์ประเภทต่างๆ ในทุกระดับ

                        1.4 เพื่อให้ระบบการเงินภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและสมบูรณ์มากขึ้น รัฐควรผลักดันให้มีการจัดตั้งสถาบันการเงินกลางของขบวนการสหกรณ์ ในสภาพความเป็นจริงในขบวนการสหกรณ์มีทั้งสหกรณ์ที่มีเงินเหลือและเงินขาด แต่ด้วยปัญหาบางประการทำให้การช่วยเหลือกันในขบวนการสหกรณ์ยังมีข้อจำกัด และการบริหารเงินในภาพรวมของทั้งระบบสหกรณ์มีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นรัฐควรปรับปรุงการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ที่จัดตั้งขึ้นตาม ... สหกรณ์ .. 2542 ให้มีประสิทธิภาพและดำเนินงานสอดคล้องกับความต้องการของขบวนการสหกรณ์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                        1.5 สนับสนุนให้มีการพัฒนาและใช้ระบบ IT ในการดำเนินงานสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรม และมีเอกภาพ

                        1.6 ปรับโครงสร้างการบริหารการส่งเสริมสหกรณ์ของภาครัฐใหม่ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อความเป็นอิสระของขบวนการสหกรณ์ ทั้งนี้ ในระยะยาวเสนอให้จัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการสหกรณ์แห่งชาติ ขึ้น เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานส่งเสริมสหกรณ์โดยรวมเอา คพช.  สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กพส. และ สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสหกรณ์ (เสนอให้จัดตั้งในข้อ 1.2) เข้าด้วยกัน ทั้งนี้องค์การใหม่อาจตั้งขึ้นในรูปของ องค์การมหาชน     

                2. ใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงและแก้ไขปัญหาความยากจน

            เมื่อพิจารณาถึงหลักและวิธีการในการดำเนินงานของสหกรณ์แล้ว พบว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันมีสหกรณ์ตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ รัฐบาลจึงสามารถใช้ขบวนการสหกรณ์เป็นเครื่องมือหนึ่งในการส่งผ่านความช่วยเหลือ (ด้านการเงิน การผลิต การตลาด และ อื่นๆ) ของภาครัฐสู่ประชาชนภายใต้หลักการแห่งการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองของประชาชนในระยะยาว และสหกรณ์จะกลายเป็นสถาบันเศรษฐกิจฐานรากของสังคม อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพควรดำเนินการ ดังนี้

                        2.1 ด้านการจัดหาปัจจัยการผลิตและตลาดผลผลิต รัฐควรผลักดันอย่างจริงจังให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างขบวนการสหกรณ์และหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในด้านนี้ ที่สำคัญได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งการร่วมมือกันจะช่วยให้หน่วยงานทั้ง 2 สามารถใช้ศักยภาพของสหกรณ์ที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ให้ทำหน้าที่ในภาคสนามแทนตนเองได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดและเอกภาพในการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องดังกล่าว

                        2.2 การแก้ไขหนี้สินที่เป็นปัญหาของเกษตรกร รัฐควรผลักดันให้มีการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและมีเอกภาพระหว่างกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กับขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพ และไม่ทำให้วินัยทางทางการเงินของเกษตรกรเสียไป นอกจากนั้นรัฐควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังแก่สหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของกลุ่มผู้ใช้แรงาน

                        2.3 เพื่อสนับสนุนการทำงานของสหกรณ์นอกภาคการเกษตร รัฐควรผลักดันให้ ธกส. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่นเดียวกับที่ให้แก่สหกรณ์ในภาคการเกษตรด้วย

            3. แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสร้างพิมพ์เขียวของขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อ 2 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ มีความยั่งยืน ควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ โดยเฉพาะ ... สหกรณ์ .. 2542 ให้สอดคล้องกับข้อเสนอข้างต้น และ สอดคล้องกับความต้องการของขบวนการสหกรณ์ รวมถึงผลักดันให้มีจัดทำพิมพ์เขียวโครงสร้างของขบวนการสหกรณ์ใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต

 

ส่งท้ายก่อนจาก

            ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากการสมมุติตัวเองว่าถ้าเป็นผู้บริหารประเทศแล้วจะมีแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์และใช้สหกรณ์อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน ไม่แน่นะครับว่าบางส่วนของข้อคิดเห็นเหล่านี้อาจได้รับการนำไปปรับใช้จริงๆ ก็ได้ ... สวัสดีครับ

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

หลับสบาย ร่างกายฟิต

หลับสบาย ร่างกายฟิต หลับสนิท ร่างกายมีชีวิตชีวาค่ะ
ช่วงเวลา 21.00-23.00. "ระบบความร้อนของร่างกาย.....ทำตัวให้อุ่น"
เราต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น ไม่ควรอาบน้ำเย็นเวลานี้ จะทำให้เจ็บป่วยง่ายแล้ว ยังเป็นเวลาของระบบภูมิต้านทานโรคที่จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และสะสมพลังงานสำรองไว้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอตลอดคืน จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนอนหลับพักผ่อน 

เคล็ดลับหลับสบายสนิท ลองปรับดูสักนิดเผื่อจะดีขึ้นได้นะคะ
1.
นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้า                         2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน ผ่อนคลายกายและใจ
3.
ปรับแอร์ 25-27 องศาฯ หลับสบาย ประหยัดไฟ        4. ปรับแสงสว่างให้น้อยและบรรยากาศเงียบสนิท
5.
นอนตะแคงขวา ช่วยให้หายใจสะดวกและไม่ปวดหลัง   6. สวมใส่ชุดนอนสบาย ไม่ระคายเคืองผิว
7.
ดื่มน้ำเต้าหู้ช่วยให้หลับสบายขึ้น                        8. ที่นอนหมอนหนุน ไม่นุ่ม ไม่แข็ง ไม่สูง ไม่ต่ำเกินไป
หากนอนเลยเวลานี้ไป แม้จะนอนได้ครบ 8 ชั่วโมง ก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าการได้เข้านอนในช่วงเวลานี้นะคะ นอนหลับฝันดีค่ะ ^_______^